เอาใจคนรักการทำอาหาร กับการสรรค์สร้างห้องครัวให้น่าใช้

3.1-kitchen room

ห้องครัวเป็นหนึ่งในมุมของการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ควรมองข้าม เป็นสถานที่แห่งความสุขที่จะเติมเต็มรอยยิ้มให้กับคนรักการทำอาหาร การดีไซต์ห้องครัวให้เหมาะกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งที่เราควรจะใส่ใจ การตกแต่งที่ให้ความเป็นสัดส่วนเหมาะสม จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการใช้งาน อีกทั้งการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่เข้าไป จะเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับห้องครัวมากขึ้น ไม่ว่าห้องครัวจะเล็กหรือใหญ่ หากเรารู้จักการออกแบบที่เข้าถึงในทุกๆ ฟังก์ชั่น ห้องครัวก็จะเป็นหนึ่งในห้องสุดโปรดของคุณแม่บ้านพ่อบ้านผู้รักการทำอาหารได้อย่างแน่นอนค่ะ ดังนั้นเรามาดูเคล็ดลับการสร้างสรรค์ที่จะเปลี่ยนห้องครัวแสนธรรมดาให้น่าใช้งานได้อย่างตามที่ต้องการได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

3.2-kitchen room

การเลือกโทนสีเพิ่มความสดใส

โทนสีที่เหมาะสมสำหรับห้องครัวคือโทนสีสว่าง ซึ่งจะช่วยให้ภายในห้องดูปลอดโปร่งโล่งสบาย แถมยังช่วยทำให้แสงสว่างที่ส่องเข้ามาเพิ่มความสดใสให้เพื่อนๆ มองเห็นสิ่งต่างๆ ภายในห้องได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ยิ่งบ้านไหนที่มีพื้นที่ห้องครัวจำกัดและมีขนาดเล็ก การปรับแต่งที่ดีคือเลือกใช้สีสว่างหลอกตาให้ห้องดูกว้างขวาง เพิ่มสีสันไม่ให้น่าเบื่อด้วยการใช้โทนสีใกล้เคียงกันแต่งแต้มเข้าไป มีสีเข้มบ้างในบางจุดของห้องเพื่อให้เกิดมิติที่น่ามอง แต่โดยรวมให้ครอบคลุมความสว่างเอาไว้ หรือจะเลือกสีสันแบบจี๊ดจ๊าดเพิ่มเข้ามาอีกหน่อยก็ทำให้ห้องครัวดูมีรสชาติมากขึ้น

จัดระเบียบของใช้ให้เป็นสัดส่วน

ห้องครัวเป็นห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะถ้วยชามและอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ มากมาย การจัดวางสิ่งของเหล่านี้ให้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเป็นระเบียบและทำให้ห้องครัวดูสะอาดตา การใช้งานหยิบจับได้ง่าย หมวดไหนที่จำเป็นต้องหยิบใช้บ่อยให้วางเอาไว้ใกล้ๆ มือ ส่วนอันไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือไม่จำเป็นต้องคว้าจับในระหว่างการทำอาหารให้วางเอาไว้ในจุดอื่นที่เหมาะสม ที่สำคัญอย่าวางเครื่องครัวอย่างจานชามที่สะอาดแล้วเอาไว้ใกล้กับเตาแก็สสำหรับปรุงอาหาร เพราะจะทำให้คราบน้ำมันเกาะติด เกิดความสกปรกและมีกลิ่นที่ไม่น่าพึงประสงค์อับชื้นอยู่ได้

3.3-kitchen room

ปกป้องสิ่งสกปรกด้วยตู้เก็บของ

เพื่อความสะอาดเป็นระเบียบในการใช้งานอย่างเต็มที่ ห้องครัวก็ควรที่จะมีส่วนเก็บของเอาไว้เก็บถ้วยชามป้องกันสิ่งสกปรก แมลงและเชื้อโรคต่างๆ ให้แปดเปื้อนจนต้องเอามาเก็บล้างทำความสะอาดอีกครั้ง นอกจากนี้ตู้เก็บของยังช่วยจัดการห้องครัวให้เป็นสัดส่วน เพิ่มพื้นที่ใช้สอยที่ดูโล่งสบายตา อาจจะติดตั้งแบบติดผนัง ตั้งพื้น หรือตั้งบนเคาเตอร์ และบางส่วนของตู้เก็บอาจจะเอาไว้เก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้งานหรือนานๆ ครั้งจะหยิบมาใช้สักทีนึง จะได้ไม่เป็นการทำให้อุปกรณ์ชิ้นนั้นต้องเสื่อมสภาพไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญของใช้อะไรที่ดูไม่งามตาให้เก็บลงลิ้นชักตู้เพื่อรักษาความสดใสของห้องครัวเอาไว้

เปลี่ยนเครื่องครัวให้ดูไม่ซ้ำซาก

การตกแต่งห้องครัวไม่จำเป็นต้องซื้อหาของตกแต่งมาให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แต่เราสามารถสร้างสรรค์ไอเดียง่ายๆ เพิ่มความคลาสสิคให้กับห้องครัวได้อย่างน่าสนใจด้วยการเลือกเครื่องครัวที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในตัว อย่างโถแก้วที่มีการออกแบบที่สวยงาม นำมาใส่ส่วนประกอบสำหรับปรุงอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพริกไทย เกลือ น้ำตาล หรือเครื่องปรุงอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มสีสันให้ชั้นวางดูสดใสขึ้น และยังเป็นการใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า การเลือกซื้อจานชามมาใส่อาหาร ก็ลองเลือกหาที่เป็นลวดลายแบบคลาสสิคหรูหรา จะช่วยเพิ่มการตกแต่งในการจัดวางให้ห้องครัวของเพื่อนๆ ดูสวยงามมากขึ้นได้

เพียงเท่านี้ห้องครัวที่เคยถูกมองข้ามก็จะถูกแต่งเติมสีสันใหม่ๆ กลายเป็นอีกหนึ่งห้องโปรด เอาไว้ให้สมาชิกในครอบครัวได้ขลุกตัวทำกิจกรรมการปรุงอาหารด้วยกันได้อย่างมีความสุขในบรรยากาศที่ดีได้แล้วล่ะค่ะ

 

 

ศิลปะการจัดโต๊ะทำงาน เสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้น่าใช้

2.1-cute-home-office5

ร้านนี้เลยจร้าา ผ้าห่มนาโนลายการ์ตูนราคาถูกคลิกๆ

ผ้าห่มนาโน

เชื่อว่าหลายๆ บ้านคงจะมีมุมของโต๊ะทำงานอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน หลายคนมองข้ามการจัดการโต๊ะทำงานของตัวเองให้ดูน่าใช้ สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่มักจะรกไปด้วยเอกสารและมุมในการจัดวางที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก ขอเพียงแค่ให้มีโต๊ะกับเก้าอี้สำหรับทำงานก็ถือว่าเพียงพอ ความสุขของการตื่นขึ้นมาทำงานในตอนเช้าจึงไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจและรู้สึกเบื่อหน่าย อยากทำงานให้เสร็จๆ ไปในแต่ละวันแบบขอไปที…หากใครมีอาการแบบนี้ แนะนำว่าอย่าปล่อยให้ชีวิตต้องเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้บ่อยๆ เพราะมิเช่นนั่นมันย่อมกระทบกับความก้าวหน้าในการทำงาน

ลองมาเรียบรู้การจัดวางโต๊ะทำงานอย่างมีศิลปะกับเราต่อไปนี้ ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้งานของเพื่อนๆ กลับมามีคุณภาพ พร้อมความรู้สึกดีๆ ที่จะได้ตื่นขึ้นมาทำงานได้อย่างมีความสุขในทุกวันค่ะ

เริ่มต้นด้วยการกำจัดขยะที่รกเรื้ออยู่บนโต๊ะและรอบๆ โต๊ะออกไปให้หมด

เชื่อว่าโต๊ะทำงานส่วนใหญ่ของคนที่เร่งรีบมักจะเต็มไปด้วยข้าวของทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญวางกระจัดกระจายกันอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง บางอย่างที่ไร้ประโยชน์แล้วก็ยังถูกวางกองรวมทับถมกันอยู่ จนทำให้โต๊ะทำงานที่เคยกว้างดูคับแคบขึ้นมา ทางที่ดีเริ่มต้นด้วยการกวาดเอาเศษขยะทุกอย่างที่ไม่จำเป็นแล้วทิ้งไปให้หมด โดยเฉพาะเอกสารที่หมดอายุ รวมไปถึงสิ่งสกปรกที่เกาะแน่นอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้บรรยากาศของโต๊ะทำงานดูไม่ดี ส่วนเอกสารที่มีความสำคัญให้นำมาจัดเรียงใหม่ ส่วนไหนสำคัญมากให้เก็บเอาไว้ให้ดี จัดเรียงสิ่งของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย วางของที่จำเป็นต้องหยิบจับไว้ใกล้ตัว ส่วนสิ่งไหนใช้ไม่บ่อยนักก็เก็บใส่ลิ้นชักในยามจำเป็น

2.2-cute-home-office

จัดประเภทเอกสารเพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น

หากมีเอกสารที่จำเป็นต้องใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก การมามองหางานทีละแผ่นคงไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเป็นแน่ เพราะนอกจากมันจะทำให้คุณต้องเสียเวลา ยังนำมาพามาด้วยอารมณ์โมโหหงุดหงิดได้ง่าย ทางที่ดีควรมีกล่องหรือลิ้นชักใส่เอกสารเป็นชั้นๆ จัดเรียงเอกสารที่อยู่ในหมู่เดียวกันใส่เอาไว้ในลิ้นชักเดียวกัน หรือหากมีเป็นจำนวนมากในหมวดเดียว ให้ใช้ที่คั้นกระดาษช่วยคั้นเอาไว้เพื่อความสะดวกสำหรับการมองหาในครั้งต่อๆ ไป

อย่าลืมจัดหมวดหมู่ของใช้

ปากกา กระดาษเปล่า ดินสอ ยางลบ และของใช้อื่นๆ ประจำโต๊ะทำงานควรถูกจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นเดียวกับการจัดหมวดหมู่เอกสาร เพื่อการใช้งานที่หยิบจับได้ง่ายและไม่ต้องไปนั่งค้นหาให้เสียเวลา แนะนำว่าหาต้องใช้ปากกาและดินสอบ่อยๆ ควรซื้อมาสต็อคเอาไว้บ้างเผื่อแท่งที่ใช้อยู่หายหรือหมดสภาพ ก็จะได้สามารถหยิบแท่งใหม่มาใช้ได้แบบไม่ต้องเสียเวลา บนโต๊ะทำงานก็หาตะกร้าหรือกล่องทรงกระบอกไม่ใหญ่เกินไปมาตั้งเอาไว้ ใส่ปากกาและสิ่งของจำเป็นบางชิ้นที่จะต้องหยิบจับในยามฉุกเฉินเพื่อการจดงานที่เร่งรีบได้สะดวก

2.3-cute-home-office

เพิ่มสีเขียวลงไปรอบๆ โต๊ะทำงาน

เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้กับโต๊ะทำงานดูไม่จืดชืดจนเกินไป ลองหยิบจับเอาสีเขียวของต้นไม้มาตกแต่งรอบๆ โต๊ะทำงาน เวลาที่รู้สึกปวดตากับการจ้องมองหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ก็สามารถละสายตาไปผ่อนคลายกับใบไม้สีเขียว แถมมันยังช่วยเสริมแต่งบรรยากาศให้ห้องทำงานดูโดดเด่น แวดล้อมไปด้วยความสงบและร่มรื่น ให้ความรู้สึกในระหว่างการทำงานมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เพียงเท่านี้ด้วยหลักการง่ายๆ ไม่ต้องตกแต่งให้หรูหราด้วยงบประมาณราคาแพง เพื่อนๆ ก็จะได้ห้องทำงานที่ดูดีและเป็นระเบียบ แถมยังสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เติมแต่งศิลปะเล็กน้อยลงไปอีกสักหน่อย ก็ช่วยสร้างสไตล์ให้อยากตื่นมาทำงานในเช้าของทุกวันได้อย่างไม่มีเบื่อแล้วล่ะค่ะ

เสริมพลังให้มุมโต๊ะทำงานสุดโปรด ตามหลักของศาสตร์ฮวงจุ้ย

1.1-home

ว่าด้วยเรื่องของศาสตร์ฮวงจุ้ย ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ศาสตร์นี้ก็ยังคงได้รับความนิยม โดยเฉพาะในหมู่คนที่มีเงินทอง แม้เราจะหยัดยืนอยู่บนโลกที่หลักการของเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวช่วยสนับสนุนโลกเราให้ก้าวไปมากขึ้น แต่ความเชื่อทางจิตวิญญาณที่จะนำพามาซึ่งความพึงพอใจก็ยังคงทำให้หลักฮวงจุ้ยถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นแนวทางในการก่อสร้างบ้านและการออกแบบสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล และทำให้บ้านดูน่าอยู่อาศัย มากกว่าการจัดวางที่ไร้ซึ่งระเบียบแบบแผน

เช่นเดียวกับการออกแบบมุมโต๊ะทำงานภายในบ้าน องค์ประกอบที่จะช่วยให้บ้านกลายเป็นวิมานอันแสนสุขของการทำงาน หากใครทำงานอาชีพอิสระอยู่บ้านในทุกๆ วัน ก็คงอยากจะได้มุมดีๆ ที่ให้บรรยากาศสุดบรรเจิ่ดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดีเลิศได้อย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นเราลองมาดูหลักในการจัดวางมุมโต๊ะทำงานที่เชื่อมโยงไปกับหลักฮวงจุ้ยกันดีกว่าค่ะ

1.2-home

หลักของการจัดวางโต๊ะทำงานตามหลักฮวงจุ้ยให้สมบูรณ์แบบ

มุมของโต๊ะทำงานที่ดีจะต้องเพรียบพร้อมในทุกๆ มุม ด้านหลังของโต๊ะที่ดีควรเลือกเป็นมุมที่มีผนังกั้นและปิดทึบ ช่วยป้องกันการรบกวนและเพิ่มความเงียบสงบ ทำให้เกิดสมาธิในระหว่างการทำงาน หากภายในห้องมีกระจกเงา ไม่ควรให้โต๊ะอยู่ใกล้กับบริเวณนั้น เพราะกระจกเงาจะสะท้อนเอาสิ่งไม่ดีออกมา ทำให้เราสูญเสียพลังในการทำงานไป หรือตามหลักความเป็นจริง กระจกเงาอาจจะสะท้อนเอาแสงแดดสาดส่องเข้ากระทบดวงตาหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้การมองพร่าเลือน เป็นอุปสรรคในระหว่างการทำงานเป็นอันตรายต่อสุขภาพของดวงตาด้วย

นอกจากนี้ต้องคำนึงการหันโต๊ะทำงานที่ดี จะต้องไม่หันเข้าไปชิดติดกับแพงหรือหันหน้าตรงกับประตูเข้าออก เพราะตามความเชื่อของฮวงจุ้ย การหันหน้าเข้ากำแพงจะเป็นการปิดกั้นไอเดียและความคิด ทำให้สมองคิดงานได้ไม่เต็มที่ และยังทำให้เกิดอุปสรรคในระหว่างการทำงานได้ง่าย ส่วนการหันหน้าเข้าหาประตูมักจะทำให้สมาธิในการทำงานไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เกิดอาการวอกแวกง่าย และไม่สามารถควบคุมระบบการทำงานของตัวเองได้อย่างที่ต้องการ

1.3-home

แสงสว่างภายในห้องทำงาน

แสงสว่างปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ห้องทำงานดูเงียบสงบ ห้องที่ดีควรมีบานหน้าต่างมากพอที่จะช่วยให้แสงธรรมชาติจากภายนอกส่องเข้ามาได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของพลังชี่ ไล่เอาพลังงานที่ไม่ดีออกไป และขับเคลื่อนเอาพลังงานชี่ที่ดีเข้ามา ที่สำคัญในช่วงเวลากลางวันหากมีแสงสว่างมากเกินไปก็จะทำให้เสียสายตาได้เช่นกัน อาจจะหาผ้าม่านบางๆ มาบดบังแสงให้จางลงไปบ้าง ส่วนในช่วงกลางคืนให้หาแสงไฟที่สว่างเพียงพอ กระจายแสงให้ทั่วโต๊ะทำงานและบริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันความเสื่อมสภาพของดวงตาที่ต้องเพ่งเพราะแสงสว่างที่ไม่เพียงพอ

หลีกเลี่ยงการจัดวางโต๊ะทำงานอยู่ใกล้ห้องน้ำหรืออยู่ใต้ห้องน้ำ

ตามหลักของฮวงจุ้ยแล้ว การจัดวางโต๊ะทำงานในลักษณะนี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะห้องน้ำถือว่าเป็นของต่ำ ไม่เป็นสิริมงคลในการทำงาน หากจัดโต๊ะอยู่ใต้ห้องเหล่านี้จะทำให้มันเข้ามากดทับพลังงานที่ดี ทำให้การทำงานไม่ก้าวหน้า โอกาสที่ล่องลอยเข้ามาจะเลยผ่านไป ไม่พบกับความสำเร็จเสียที ดังนั้นด้านบนของโต๊ะทำงานควรปลอดโล่ง ไม่มีสิ่งใดเกาะเกี่ยวอยู่ โดยเฉพาะของที่มีความหนัก เพราะมันคือสิ่งกดทับต่อหน้าที่การงาน

ความเชื่อตามหลักฮวงจุ้ยสำหรับการจัดโต๊ะทำงานข้างต้น ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่หากใครได้ลองนำเอาไปปรับใช้ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย และยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับการทำงานได้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ

เคล็ดลับแต่งตาด้วยอายไลเนอร์ให้สวยคม

อย่างที่เรารู้กันดีว่าอายไลเนอร์นั้นมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นชนิดลิขวิด ชนิดแปรง อายไลเนอร์เนื้อแป้งที่ต้องใช้แปรงทา อายไลเนอร์ชนิดดินสอที่นิยมใช้กันมากที่สุด และเจลอายไลเนอร์ที่เริ่มได้รับความนิยมเมื่อไม่นานมานี้

4.1

1.อายไลเนอร์ชนิดลิขวิด

อายไลเนอร์ชนิดนี้จะช่วยเขียนเส้นให้บางและคมชัดได้ รวมทั้งเขียนตาสองชั้นบางๆ ที่หลบเข้าด้านในได้โดยที่ไม่ไหลเลอะ จึงมีประโยชน์อย่างมากสำหรับมือใหม่ที่จำเป็นต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับอายไลเนอร์ชนิดนี้ หากใช้อายไลเนอร์ชนิดดินสอเขียนโครงก่อนแล้วค่อยใช้ชนิดลิขวิดเขียนตาม จะช่วยลดความผิดพลาดได้

2.อายไลเนอร์ชนิดดินสอ

เป็นอายไลเนอร์ที่ใช้ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่  ถึงจะบอกว่าเลอะง่าย แต่สมัยนี้ก็มีอายไลเนอร์ชนิดกันน้ำออกวางขายมากมาย หากเราทาอายแชโดว์ทับจะช่วยป้องกันไม่ให้อายไลเนอร์เลอะได้ในระดับหนึ่ง

3.อายไลเนอร์เนื้อเจล / ครีม

เมื่อเทียบกับชนิดดินสอแล้ว ถือว่าเลอะยากกว่าและสามารถปรับความหนาของเส้นได้ง่าย ต้องใช้แปรงชนิดพิเศษเขียนจึงค่อนข้างยุ่งยาก ถึงแม้จะไม่มีตาสองชั้นหรือไม่ได้ทาอายแชโดว์ แต่หากเราเน้นดวงตาด้วยอายไลเนอร์ชนิดนี้ ก็จะสามารถออกแบบดวงตาได้ตามที่เราต้องการอย่างแน่นอน

Young beautiful girl applying make-up by make-up artist

Young beautiful girl applying make-up by make-up artist

4.อายไลเนอร์ชนิดแปรง

เนื่องจากผสมสารสีดำ เนื้อจึงไม่ค่อยเหนียวเท่าที่ควร มีคุณสมบัติที่ทาได้บางและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ดวงตาดูคมชัด

5.อายไลเนอร์เนื้อแป้ง

หากเราไม่ซื้ออายไลเนอร์เนื้อแป้งแยกต่างหาก ก็สามารถใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลเข้มหรือโทนสีดำแทนได้  อายไลเนอร์ชนิดนี้เหมาะกับการเขียนเส้นให้ดูเป็นธรรมชาติ และใช้กับการแต่งหน้าแบบสโมกกี้อายที่ต้องเขียนเส้นให้ดูฟุ้งนิดหน่อย

 

สาวๆ รู้ไหมคะว่า  เพียงแค่เราลองเปลี่ยนสีสันหรือสไตล์การขียนขอบตาก็เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเราได้แล้ว และนี่ก็คือพลังอันยิ่งใหญ่ของอายเมคอัพที่แสนน่าทึ่งนั่นเอง หากเราลองมองลึกลงไปถึงลักษณะดวงตาของเราและเลือกที่จะทำอายเมคอัพเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับดวงตาคู่นั้นแล้ว ความมั่นใจก็จะเกิดขึ้น มุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป

แม้กระทั่งรูปร่างของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย  ยิ่งถ้าหากว่าเราเป็นคนที่ดวงตาแบน ไร้มิติมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของอายเมคอัพก็จะน่าทึ่งมากขึ้นเท่านั้น   แค่เรามีอายแชโดว์และอายไลเนอร์เพียงไม่กี่ชิ้น กับมาสคาร่าอีกแท่ง ก็สามารถเผยเสน่ห์ในแบบที่เราต้องการได้แล้วล่ะ ขอให้สาวๆ ค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่ในตัวเองผ่านการแต่งหน้าเหล่านี้นะคะ

เคล็ดลับจัดการกับอุปกรณ์แต่งหน้า

ถ้าอยู่ดีๆ แล้วใบหน้าของเรามีสิวขึ้นอย่างไร้สาเหตุ จนทำให้แต่งหน้าไม่สวยแล้วล่ะก็ ก่อนที่จะโทษเครื่องสำอางหรือผิว ให้ลองตรวจสอบสภาพอุปกรณ์แต่งหน้าดูก่อน ถ้าไม่ได้จัดการและทำความสะอาดอย่างถูกต้องเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ อุปกรณ์เหล่านั้นก็อาจจะแปรสภาพเป็นยาพิษต่อผิวได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักจัดการกับอุปกรณ์แต่งหน้าอย่างชาญฉลาดค่ะ

3.1

1.แปรงทาอายไลเนอร์และแปรงทาปาก

แปรงเหล่านี้จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ง่ายที่สุด ใช้แค่เพียงครั้งเดียวก็ทำให้เครื่องสำอางจับติดแข็งเป็นก้อนได้ โดยเฉพาะแปรงทาปากที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเวลาที่ใช้เติมลิปสติกอาจจะมีเศษอาหารติดไปด้วยก็ได้  และแปรงทาอายไลเนอร์ก็อาจจะทำให้ตาเกิดการติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ

วิธีทำความสะอาด

ทุกวันก่อนที่เราจะใช้แปรง ให้ใช้กระดาษทิชชู่หรือสำลีที่ใช้กับเครื่องสำอางมาจุ่มน้ำยาทำความสะอาดแปรงในปริมาณที่พอเหมาะแล้วเช็ดทำความสะอาดแปรงเบาๆ จากนั้นใช้กระดาษทิชชู่แผ่นใหม่จัดแต่งทรงแปรงแล้วเช็ดน้ำยาออก รอให้แห้งแล้วค่อยนำไปใช้ หรือจะใช้อายรีมูฟเวอร์ก็ได้ ที่สำคัญคือ ควรใช้แชมพูหรือน้ำยาทำความสะอาดที่มีค่าเป็นกลางทำความสะอาดแปรงเหล่านี้ แล้วใช้น้ำอุ่นล้างออกสัปดาห์ละครั้ง

2.พัพฟ์ทาแป้ง

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บ่อย จึงทำให้มีโอกาสสัมผัสกับอากาศอยู่บ่อยๆ ฝุ่นขนาดเล็กจึงสามารถเข้าไปติดอยู่ด้านในได้ แป้งกับพัพฟ์ต้องเก็บแยกกัน และถ้าซื้อพัพฟ์หลายๆชิ้นมาใช้ ก็ควรจะเก็บไว้ในกระเป๋าที่มี

หันมาใส่ใจอุปกรณ์แต่งหน้าเหล่านี้กันมากขึ้นนะคะสาวๆ ผิวหน้าของเราจะได้สวยเนียนใสไร้สิวไปทุกวันยังไงล่ะ

 

เคล็ดลับเขียนอายไลเนอร์ให้เข้ากับรูปตาแต่ละแบบ

นอกจากเกิดเป็นผู้หญิงต้องสวยแล้ว ยังต้องรู้จักเทคนิคในการเสริมจุดเด่นกลบจุดด้อยด้วยถึงจะเพอร์เฟค วันนี้เราจะมาแชร์เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณสร้างอายเมคอัพที่เหมาะกับรูปตาของตัวเองได้ค่ะ

2.1

1.สาวๆ ที่มีดวงตาสองข้างห่างกัน

ให้เริ่มเขียนอายไลเนอร์แบบดินสอหรือแบบเจล ลากจากบริเวณที่ห่างจากหัวตาออกไปประมาณ 1 มิลลิเมตร จะช่วยให้ช่องว่างระหว่างดวงตาทั้งสองข้างดูแคบลง

2.หากดวงตาทั้งสองข้างไม่ได้ห่างกันมากนัก

จำไว้ว่าอย่าเขียนอายไลเนอร์ที่ขอบตาล่างทั้งหมด แต่เขียนแค่เศษหนึ่งส่วนสามเท่านั้น และไม่ต้องวาดหางตาออกไป เขียนให้เส้นขอบตาล่างและขอบตาบนเชื่อมต่อกัน

3.ดวงตาที่หางตาคล้ำหรือตาชั้นเดียว

ให้ทาอายแชโดว์มุกสีเรียบๆ ลงบนเปลือกตา แล้วค่อยเขียนอายไลเนอร์ที่ขอบตาบนให้หนา ส่วนขอบตาล่างให้ใช้อายไลเนอร์ชนิดดินสอสีขาวเขียนทับไม่ให้เห็นสีผิว จะทำให้ดวงตาดูสดใสมากยิ่งขึ้น

4.ดวงตาโปน

หลังจากที่เขียนอายไลเนอร์สีดำหรือสีเข้มๆ แล้ว ให้ใช้อายแชโดว์โทนสีเดียวกับสีอายไลเนอร์ทาทับ และถ้าเขียนอายไลเนอร์ที่ขอบตาบนและล่างให้เชื่อมต่อกัน จะทำให้ดวงตาดูมีมิติมากยิ่งขึ้นค่ะ

2.2

5.ดวงตาแบบหางตาชี้

บริเวณหางตาให้ลากเป็นเส้นตรงในระดับเดียวกับดวงตา จากนั้นเขียนอายไลเนอร์ที่ขอบตาล่าง บริเวณด้านบนของเส้นอายไลเนอร์จะเกิดส่วนที่เป็นรูปสามเหลี่ยม ในส่วนนี้ให้ใช้อายแชโดว์เบลนให้เต็ม

6.เติมสีสันให้ขอบตาล่าง

การเขียนขอบตาล่างด้วยสีสันต่างๆนั้น จะให้ความรู้สึกแปลกใหม่ และในขณะเดียวกันก็ทำให้ดูเสมือนกำลังใส่คอนแทคเลนส์สีอยู่ สำหรับดวงตาที่เห็นเส้นเลือดในตาชัด ให้เขียนขอบตาล่างด้วยสีน้ำเงินหรือม่วง จะช่วยให้ดวงตาดูสว่างสดใสขึ้น

สำหรับสาวตาชั้นเดียว ต้องอายไลเนอร์ชนิดเจล

สาวๆ ที่มีตาเล็กหรือตาชั้นเดียว การเขียนอายไลเนอร์จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้ดวงตาได้มากกว่าเดิมและทำให้ดวงตาดูโตขึ้นได้ด้วย  ตาลักษณะนี้ต้องเขียนอายไลเนอร์ให้ค่อนข้างหนา  ดังนั้นเพื่อป้องกันอายไลเนอร์ไหลเยิ้ม เลือกชนิดเจลจึงเหมาะสมที่สุดค่ะ

ลองใช้อายไลเนอร์ชนิดดินสอแบบทูโทนดูสิ

อายไลเนอร์สีดำ + สีน้ำตาล สีม่วง สีเงิน จะได้สีที่ดูเป็นธรรมชาติ จุดสำคัญคือ ต้องวาดเส้นสีดำให้ชิดกับแนวขนตา และเขียนสีอื่นบนแนวอายไลเนอร์สีดำเพื่อไล่สี  ก่อนจะเกลี่ยให้เข้ากัน การรวมสองสีเข้าด้วยกันแบบนี้จะทำให้ตาดูโตและเป็นธรรมชาติกว่าการวาดอายไลเนอร์สีดำบางๆ เพียงเส้นเดียวค่ะ

 

 

เคล็ดลับการใช้แปรงทารองพื้น

เดี๋ยวนี้แปรงทารองพื้นกำลังเป็นที่นิยม  ถึงจะตามกระแสซื้อไว้สักอันเหมือนคนอื่นๆ แต่สาวๆ น้อยคนนักที่จะใช้แปรงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม  ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะใช้มือลงรองพื้นได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เวลาที่อยากโชว์ผิวที่แวววาวและเปล่งประกายอย่างอ่อนโยน อีกทั้งยังรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ล่ะก็ แปรงก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องการปกปิดบริเวณร่องจมูกและบริเวณที่มีตำหนิ แปรงจะมีประโยชน์มากๆ เวลาต้องการปกปิดรูขุมขนและเติมเต็มร่องริ้วรอย

1.1

สิ่งที่ควรทำ

ถึงเราจะใช้รองพื้นในปริมาณที่น้อย แต่ก็สามารถทำให้ผิวดูเนียนและเปล่งประกายได้ค่ะ ทั้งยังช่วยปกปิดอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ทำให้รู้สึกถึงความแปลกปลอมแต่อย่างใด และช่วยให้รองพื้นติดทนนานด้วย  โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการโชว์ผิวเปล่งประกายหรือผิวที่ดูมีน้ำมีนวล

สิ่งที่ไม่ควรทำ

หากยังไม่มีทักษะในการใช้แปรง อาจจะทำให้หลงเหลือรอยแปรงได้ จึงควรระวังให้ดี ถ้าใช้กับผิวแห้งหรือผิวที่มีสิวอย่างไม่ถูกวิธี เชลล์ผิวที่ตายแล้วจะหลุดออกมาได้ง่าย การใช้แปรงจึงเหมำกับคนที่มีผิวหน้าเรียบเนียนมากกว่าค่ะ

เทคนิคง่ายๆ ในการใช้แปรง

เราควรผ่อนแรงมือที่ใช้จับแปรง สิ่งสำคัญอยู่ที่การปัดแปรงจากบริเวณกลางใบหน้าออกมาด้านนอกตามทิศทางของผิว  เวลาที่ใช้รองพื้นชนิดครีม ต้องใช้แปรงเบลนให้เนื้อรองพื้นซึมเข้าไปในขนแปรงก่อน ไม่ใช่ใช้แปรงแต้มรองพื้นแล้วทาบนใบหน้าเลย  สำหรับใบหน้าที่มีขนอ่อนเยอะๆ การใช้แปรงทารองพื้นจะช่วยให้ทาได้ละเอียดทั่วถึงกว่าการใช้มือทา เพราะเนื้อรองพื้นจะแทรกซึมเข้าไปในขนแปรงอย่างทั่วถึงหลังจากที่ทารอพื้นด้วยแปรงเสร็จแล้ว ให้ใช้มือทั้งสองข้างทำท่าปิดหน้าแล้วใช้ฝ่ามือกดทาบลงไปเบาๆ จะยิ่งทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น

แต่ถ้าหากมีบริเวณที่มีสิวหรือตำหนิที่เห็นได้ชัด ให้ใช้ฟองน้ำลงรองพื้นอีกครั้งหนึ่งก็จะช่วยปกปิดและให้ความรู้สึกชุ่มชื้นแล้วล่ะค่ะ

 

เอาใจหนุ่มๆ กับไอเดียการเสริมหล่อด้วยเสื้อผ้าให้ดูดีอยู่เสมอ

เรามาเริ่มต้นด้วยวิธีการแต่งตัวให้หนุ่มๆดูดี (ถึงแม้เราเลือกเกิดมาหล่อไม่ได้) เราก็เลือกแต่งตัวให้มันดูดีกันได้นะคะ  เหมือนสุภาษิตที่ว่า ‘’ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’’ ยังไงยังงั้นเลยค่ะ เพราะเคล็ดลับที่เรานำมาเสนอวันนี้ มันขึ้นอยู่กับการแต่งตัวของท่านสุภาพบุรุษโยเฉพาะ เพราะหากเราเลือกแต่งตัวออกมาให้ดูดีแล้วล่ะก็ มันสามารถทำให้หน้าตาเราดูดีตามไปด้วยเลยล่ะค่ะ  ทีนี้ก็เป็นเรื่องไม่ยากที่สาวๆ สวยๆ จะหันมามองหนุ่มๆ อย่างเราแล้วล่ะค่ะ

5

1.กางเกงบ๊อกเซอร์

หากคุณเป็นคนชอบใส่กางเกงบ๊อกเซอร์ (ลวดลายต่างๆ ) ไว้ก่อนใส่กางเกงทับ กรุณาเลยนะคะ อย่าให้มันได้เร็ดลอดออกมาเผชิญโลกภายนอกเด็ดขาด นอกจากจะดูไม่ดีแล้ว สาวๆบางคนอาจคิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่เรียบร้อยอีกด้วยค่ะ หากวันนั้นคุณแต่งสูทผูกเน็กไทด้วยแล้วละก็ ลองนึกสภาพเอานะคะ  ว่ามันดูดีหรือไม่ ทีนี้ก็รู้คำตอบกันแล้วสิค่ะ

2.เสื้อกั๊ก กับ เสื้อสูท

ขอให้เลือกใส่สักตัวพอนะคะ  เพราะหากคุณสุภาพบุรุษจะใส่ทั้งกั๊กและสูท เห็นทีมันจะไม่ได้สร้างเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามแล้ว มันจะทำลายความเสน่ห์ที่ตัวคุณมีอยู่น้อยนิดอีกด้วย

3.การรีดเสื้อผ้า

ควรรีดเสื้อผ้าให้ดูเรียบอาจไม่ต้องถึงกับเรียบแบบกรีบคมจนจะไปบาดคนอื่นหรอกนะคะ เอาแค่เวลาใส่ออกไปไหนแล้วคนอื่นเห็นเขาไม่ว่าเราได้ก็เป็นพอค่ะ

4.ถุงเท้าสีขาวกับรองเท้าหนัง

จริงๆแล้วการใส่ถุงเท้าสามารถช่วยให้ลดกลิ่นอับที่ไม่พึ่งประสงค์ได้ก็จริงนะคะ  แต่หากคุณจะใส่ถุงเท้าพร้อมกับใส่รองเท้าหนังไปด้วยเนี่ย ขอร้องว่าอย่าทำเลยนะคะ เพราะสาวๆเขาจะมองว่าคุณเป็นคนไม่มีรสนิยมค่ะ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องใส่จริงๆ ควรหาถุงเท้าสีดำแบบที่ใส่กันส้นแตกอะไรแบบนั้นอ่ะค่ะ

5.เนกไท

สำหรับชายหนุ่มที่ติดการ์ตูนมาตั้งแต่เล็กๆ และนิสัยนี้ดันทำให้คุณชื่นชอบเนกไทลายการ์ตูนด้วยแล้วล่ะก็ ขอร้องให้เก็บเนคไทลายการ์ตูนลงกล่องเดี๋ยวนี้เลยค่ะ เพราะมันทำให้บุคลิกของคุณดูไม่น่าเชื่อถือไปถนัดตาเลยค่ะ ควรเลือกเนคไทลายพื้นๆ ที่เป็นสีเดียวใส่กับเสื้อเชิ้ตที่มีลวดลายเล็กน้อยแบบพองาม นั่นจะทำให้คุณดูเท่ห์และสมารท์ขึ้นมาในพริบตา

นี่คือสุดยอดการแต่งตัวของเหล่าสุภาพบุรุษในยุค 2015 ที่แต่งตัวยังไงก็ไม่มีหมดหล่อแถมสาวเห็นเป็นเหลียวมองอีกด้วยค่ะ เอาล่ะ ! เมื่อหนุ่มรู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าเผลอแต่งตัวให้ดูหมดหล่อนะคะ  แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไรก็อย่าลืมพกความมั่นใจไปด้วยนะคะ

สาวๆ ควรรู้ เสื้อผ้าที่ไม่ควรใส่ แม้มั่นใจแต่อาจจะไร้จุดดึงดูด !

‘’เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก’’  เมื่อมาถึงตอนนี้แล้วเห็นจะต้องยอมรับความจริงกันแล้วนะคะ  ว่าผู้หญิงอย่างเรามิได้เป็นกันง่ายๆเลยนะคะ ตั้งแต่พอเริ่มแตกเนื้อสาวมาเนี่ย ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่หามาได้ในชีวิต มันมักจะหมดไปกับเรื่องเสื้อผ้าการแต่งตัวของเราซะเกือบ 80 เปอร์เซ้นต์  ไหนจะเป็นเครื่องประทินความงาม  อาหารเสริมเพิ่มความข๊าว-ขาว และก็อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง เพื่อให้เราได้เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูดีในสังคมที่ทำงานหรือหมู่เพื่อนฝูง วันนี้ก็เลยเอาความรู้และเคล็ดไม่ลับแอบเอามาบอกสาวๆกันค่ะว่า การแต่งตัวแบบไหนที่สาวๆอย่างพวกเราอย่าได้แต่งเชียวนะคะ เพราะผู้ชายเขาจะร้องยี้ ขึ้นมาทีเดียวเชียวแหละค่ะ

4.1

1.กางเกงผู้หญิงทรง Halem

สาวๆบางคนคิดว่ามันดูสบายๆดีใช่ไหมค่ะ อุแหม่…อันนี้ก็ไม่เถียงค่ะ แต่ผู้ชายเขาเห็นเนี่ย เขาจะมองว่าเราใส่กางเกงที่หลวมโครกแบบนี้ บางทีอาจคิดว่าเราใส่ผ้าออ้อมผูใหญ่อยู่ข้างในก็ได้นะคะ ใครจะไปรู้ โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่างอวบอัด อย่าเด็ดขาดค่ะ

4.2

2.ชุดเอี๊ยมที่ดูหลวมโครกครากเกินไป

ผู้ชายบางคนแล้วอาจมองดูว่านี่เรากำลังเดินกับคนท้องปะเนี่ย ทั้งๆที่เราเพิ่งคบกันนะ แต่หากชุดเอี๊ยมนั้นดูเข้ารูปรัดรูปก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อใส่ชุดเอี๊ยมแบบสบายๆเมื่อไหร่ละก็ เท่ากับสาวๆฆ่าตัวตายกันชัดๆ เลยละค่ะ

4.3

  1. เสื้อแฟชั่นแนวจั๊มสูท

อันนี้ก็ไม่ได้ว่าเสื้อแฟชั่นแนวจั๊มสูทแบบที่ทะมัดทะแมงนะคะ แต่เราค่อนข้างที่จะเตือนสาวๆ สำหรับจั๊มสูทที่ดูหยวยแถมจั๊มเอวเนี่ยค่ะ มันดูรกตาไม่เหมาะกับสาวๆ เลยจริงๆ หากสาวๆที่ชื่นชอบเสื้อผ้าจั๊มสูทที่มีรูปร่งไม่สูงด้วยแล้วขอแนะนำให้ยกเลิกความคิดที่จะแต่งตัวแบบจั๊มสูทกันในบัดเ  ดี๋ยวนี้เลยนะคะ  หากไม่อยากถูกหนุ่มมองว่า ‘’มะขามท่อนเดียว’’

4.4

4.กางเกงเป้ายิ้มได้ 

สาวๆบางคนอาจจะดูงงๆ อะไรเหรอกางเกงยิ้มได้ แหม่…อย่างงสิค่ะ ก็ไอ้กางเกงที่รัดรูปจนแทบจะหายใจไม่ออกนั่นแหละค่ะ เขาเรียกว่า’’แฟชั่นกางเกงยิ้ม’’ อย่าเชียวนะคะ สาวๆทั้งหลายที่ไม่ใช่พริตตี้ อย่าซื้อมาใส่เชียว เพราะผู้ชายบางคนเขามองว่ามันส่อมากเกินไป แถมหากหุ่นไม่ดีด้วยแล้ว มันจะมองออกมาน่าเกลียดทีเดียวเชียวค่ะ

และ 4 สไตล์การแต่งตัวนี้หากสาวๆ คนไหนเลี่ยงได้ ขอให้เลี่ยงให้ไกลเลยนะคะ เพราะหากเราแต่งตัวออกมาแล้ว มันอาจสร้างความไม่มีเสน่ห์ให้ตัวเราเลยล่ะค่ะ เผลอจากที่พยายามแต่งตัวดึงดูดหนุ่มให้หันมามอง อาจจะกลายเป็นแต่งตัวให้หนุ่มๆนั้นหมางเมิน ไปเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นเราควรดูรูปร่างและสไตล์ที่เราชื่นชอบโดยการเน้นให้มันเป็นตัวของตัวเองที่สุดนะคะ  เพราะนั่นแหละคือเสน่ห์ของผู้หญิงค่ะ

เปลี่ยนลุคออกเดทกับการแต่งกายด้วยสไตล์วินเทจ…เติมเสน่ห์แบบย้อนยุค

3.1

มาแล้วจร้า !! มาเร็ว สาวๆที่กำลังจะมีเรื่องตื่นเต้นในช่วงวันหยุดนี้ เพราะเผอิญมีหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวมาขอเราออกเดทช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้  ตื่นเต้นกันละสิท่า แต่วันนี้เรามีเทรนด์การแต่งตัวออกเดทที่ทำให้มัดใจหนุ่มๆได้อยู่หมัดมาบอกกันนะคะ  รับรองว่าถึงแม้จะเป็นแฟชั่นย้อนยุคแบบวินเทจก็ดูไม่ตกเทรนด์แถมแต่งออกมาดูน่ารักเป็นสาวที่น่าทะนุถนอมอีกด้วยค่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ

1.ชุดเดรสวินเทจลายหวาน แบบลุคที่สบายๆ เหมาะกับสาวน่ารักแบบคุณหนู

การแต่งตัวลักษณะนี้เหมาะกับสาวที่มีคาแรคเตอร์แนวหวานใส (แบบไม่ไร้สมอง) เพราะด้วยเดรสสีหวานที่ดูเหมาะกับวันสบายๆแบบนี้แล้ว จะทำให้การออกเดทนั้นดูไม่เป็นทางการมากเกินไป เพราะมันจะได้ไม่สร้างความเกร็งให้กับอีกฝ่ายนั่นเขิลจนไม่กล้าชวนคุย แต่ในทางกลับกันกลับทำให้คุณดูน่ารัก น่าพูดคุยและทำให้ดูน่ามองอีกด้วย

2.เสื้อเชิ้ตลายดอกแขนกุดแนววินเทจ พร้อมกางเกงยีนส์ขาสั้น เหมาะกับสาวที่มีความมั่นใจในตัวเอง

ลุคการแต่งตัวแบบนี้เหมาะกับสาวที่ชื่นชอบแฟชั่นที่ดูมาดมั่นเป็นตัวของตัวเองหน่อยนะคะ อาจจะดูไม่อ่อนหวาน แต่ก็ไม่ได้ดูแข็งกร้าวเกินกว่าการน่าทะนุถนอมค่ะ ไม่แน่นะคะ คู่เดทของคุณอาจชื่นชอบแนวสาวมั่นในลักษณะนี้ขึ้นมาก็ได้ ใครจะไปรู้ละคะ จริงไหม !

3.2

3.เสื้อชีฟองลายเรียบๆ ที่ดูดีเหมาะสำหรับสาวที่เรียบร้อยค่ะ

ด้วยสาวๆที่เรียบร้อยอยู่เป็นทุนเดิม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแต่งตัวออกเดทแบบไหนดี ที่ดูไม่เฉยและไม่ทำให้คู่เดทรู้สึกว่ากำลังออกเดทกับผู้หญิงรุ่นป้า ขอแนะนำการแต่งตัวสไคล์นี้กันเลยค่ะ รับรองเรียบร้อยเสริมสร้างความมั่นใจให้คุณและยังสร้างความโดนใจให้กับคู่เดทของคุณอีกด้วยค่ะ

4.เสื้อยืด มาพร้อมยีนส์ขาด เหมาะสมกับสาวเซอร์ๆค่ะ

มาแล้วค่ะใครรู้ตัวว่าเป็นสาวออกแนวเซอร์แต่รักการแต่งตัวแนววินเทจ ในช่วงออกเดทอาจจะหาหมวกเก๋ๆ สักใบมาใส่เพิ่มความดูดีที่ไม่ตกเทรนด์ไปด้วยก็ได้นะคะ รับรองคู่เดทเห็นก็มีแต่อินไม่มีเอ้าท์ค่ะ

5.เสื้อกล้ามเซ็กซี่กับเดนิมเข้ารูปสีพื้น เหมาะสำหรับสาวเปรี้ยวที่เซ็กซี่

นี่คือสไตล์การแต่งตัวที่พร้อมออกเดทของสาวเปรี้ยวที่มีหัวใจรักสไตล์วินเทจเขาค่ะ  เพราะเขาจะเลือกสีสันที่ดูหวานแต่ยังคงความเปรี้ยวด้วยการการเลือกเสื้อผ้าที่รัดรูป เพิ่มความเซ็กซี่และบ่งบอกตัวตนของเขาให้คู่เดทได้รับรู้ไปในตัว  หากใครเป็นสาวเปรี้ยวที่คิดคอนเซปเสื้อผ้าออกเดทยังไม่ถูกแล้วล่ะก็ ลองลุคส์นี้รับรองไม่ผิดหวังค่ะ

3.3

สรุปสไตล์สาววินเทจในแบบ 5 สาว 5 สไตล์มาให้กันแล้วทีนี้ก็ถึงคราวสาวๆ เลือกกันเองแล้วนะคะ  ว่าการออกเดทในช่วงวันหยุดที่จะถึงนี้เราจะแต่งตัวออกเดทอย่างไรให้ดูไม่ส่งเดช